ระบบเกษตรภูเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ดร.สุกัลยา เชิญขวัญ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2558

  พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะเป็นพื้นที่ลอนลาด ประกอบด้วย 5 ทิวเขาหลัก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 25,000 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมดในภูมิภาค ถึงแม้ว่าพื้นที่ภูเขาจะมีลักษณะทางนิเวศเกษตรแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งการเกษตรเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดบนพื้นที่แห่งนี้ แต่งานการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรภูเขายังมีอย่างจำกัด การศึกษานี้ มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มช่องว่างของความรู้เกี่ยวกับการเกษตรภูเขาของภาคตะวันออกเฉียงหนือ โดยมีความเชื่อว่า ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกษตรบนพื้นที่ภูเขา จะช่วยให้การดำเนินนโยบายและแผนงาน เพื่อการพัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่อาศัยในพื้นที่ภูเขามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การศึกษานี้แบ่งภูเขาออกเป็น 4 ทิวเขาหลัก ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์เหนือ ทิวเขาเพชรบูรณ์ใต้ ทิวเขาสันกำแพง และทิวเขาภูพาน พื้นที่ศึกษาประกอบด้วย 790 หมู่บ้าน 94 ตำบล ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมาและสกลนคร ดำเนินการศึกษาโดย การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ ร่วมกับ การใช้โปรแกรม Arcgis 10.1 พร้อมกับการวิจัยภาคสนาม โดยการสำรวจการใช้ที่ดินและการสัมภาษณ์เกษตรกรจำนวน 55 คน คนงานรับจ้าง จำนวน 11 คน นักธุรกิจจำนวน 47 คน ผู้ใหญ่บ้านจำนวน 15 คน และ เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 9 คน โดยเป็นการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งมีหัวข้อคำถามเกี่ยวกับ ระบบการผลิตและการตลาดของพืชแต่ละชนิด ราคาขายผลผลิตที่เกษตรกรได้รับ รายได้ ต้นทุน การลงทุน ความต้องการแรงงานของพืชแต่ละชนิด และการทำงานนอกภาคการเกษตรของเกษตรกร

ภูเขาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความหลากหลายทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเกษตรบนภูเขาก็มีความหลากหลายทั้งระดับชนิดพืชและระบบเกษตร โดยพบการปลูกพืชมากกว่า 20 ชนิด เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ลูกเดือย ถั่วเหลือง ข้าวไร่ ยางพารา ยูคาลิปตัส สัก ส้ม ลิ้นจี่ มะม่วง น้อยหน่า กล้วย มะขามหวาน ลำไย หวาย ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ผักเมืองหนาว องุ่น สตรอเบอรี่ และเห็ดหอม เป็นต้น ระบบเกษตรภูเขาสามารถแบ่งได้เป็น 5 ระบบ ได้แก่ ระบบเกษตรพืชไร่ (เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว อ้อย) ระบบการเกษตรไม้ผล (เช่น มะม่วง มะขามหวาน น้อยหน่า ลิ้นจี่) ระบบเกษตรไม้ยืนต้นที่ไม่ใช่ไม้ผล (เช่น ยางพารา ยูคาลิปตัส) ระบบเกษตรพืชชนิดพิเศษ (เช่น องุ่น เห็ดหอม สตรอเบอรี่ และผักเมืองหนาว) และระบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (การอยู่ร่วมกันของพืชชนิดพิเศษและการท่องเที่ยว) ระบบเกษตรพืชไร่ เป็นระบบเกษตรหลักของพื้นที่ แต่ ในช่วงปีที่ผ่านมา ระบบเกษตรไม้ยืนต้นที่ไม่ใช่ไม้ผล (ยางพารา) ได้กลายเป็นระบบเกษตรที่มีความสำคัญและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในบางพื้นที่ แม้ว่าราคาของยางพาราจะลดต่ำลง แต่ก็ยังคงสร้างรายได้ดีกว่าระบบเกษตรพืชไร่ นอกจากนี้ยังพบอีกว่าระบบเกษตรพืชชนิดพิเศษและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นระบบที่สร้างร้ายได้สูงมาก คือ มากกว่า 19,000 ดอลล่าสหรัฐ ต่อ แฮคแตร์ ต่อ ปี ซึ่งมากกว่ารายได้จากระบบการปลูกพืชไร่ประมาณ 100 เท่า อย่างไรก็ตามสองระบบนี้ ยังพบได้น้อยมากในปัจจุบัน

การศึกษานี้ได้นำแนวความคิดทางด้าน agroecological niche มาใช้อธิบายการกระจายเชิงพื้นที่ของระบบเกษตรที่แตกต่างกัน โดยเชื่อว่า การทราบปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดขึ้นของระบบเกษตรที่แตกต่างกันนี้ จะช่วยทำให้การส่งเสริม ระบบเกษตรพืชชนิดพิเศษและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรซึ่งเป็นระบบเกษตรที่สร้างรายได้สูง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ทางสถิติโดยการจำแนกกลุ่ม แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ที่มีความลาดชันน้อย คุณภาพดินที่ดี พื้นที่สูง การมีอากาศเย็น รวมไปถึงความใกล้เมืองและอุทยานแห่งชาติ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเกิดขึ้นของระบบเกษตรพืชชนิดพิเศษและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นอีกว่า มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 8 บนพื้นที่ภูเขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

การศึกษาส่วนสุดท้าย เป็นการศึกษาระบบการท่องเที่ยงเชิงเกษตร ที่อำเภอภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอันมีชื่อเสียงของจังหวัดเลย ผลการศึกษา พบว่า ระบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้กับประชากรในท้องถิ่น และผลประโยชน์ดังกล่าว ไม่ได้ให้ผลแค่เฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดพิเศษ และนักธุรกิจการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ครอบครัวเกษตรกรอื่นๆ ก็ได้รับผลประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยเช่นกัน การเข้ามาของนักท่องเที่ยวทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ในพื้นที่ เช่น การขายของริมทางให้แก่นักท่องเที่ยว ผลิตของที่ระลึกขาย ขับรถนำเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เสริมให้แก่ประชากรในท้องถิ่น นอกจากนี้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรยังช่วยให้ผลิตผลจำพวกผัก ผลไม้ และน้ำเต้าที่ปลูกโดยเกษตรกรในท้องถิ่น มีความต้องการทางการตลาดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นการขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างงานให้ท้องถิ่นอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดพิเศษร่วมกับการท่องที่ยว อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ภูเขา แต่ระบบเกษตรในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไม่ใช่เวทมนตร์วิเศษ ที่จะช่วยแก้ทุกปัญหาของการพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่ภูเขา เนื่องจากระบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะในบางพื้นที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงามและภูมิอากาศที่นักท่องเที่ยวประทับใจเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น อุปสรรคด้านคุณภาพดิน การจำกัดของพื้นที่ทำการเกษตร ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ข้อจำกัดในการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การขนส่งทางเกษตรที่มีต้นทุนสูง และการแข่งขันกับพืชนำเข้าอื่นๆ จากต่างประเทศ ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ส่วนใหญ่บนพื้นที่ภูเขา