การวิเคราะห์กรดไขมันโอเมก้าสามและสารแอนตี้ออกซิแดนท์ใน ผักเบี้ยใหญ่และ การออกฤทธิ์ทางชีวภาพ

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริธร ศิริอมรพรรณ และคณะ
    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2551

  ผักเบี้ยใหญ่ (Portulaca oleracea) ถูกนำมาใช้เป็นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์รวมถึงการใช้เป็นยารักษาโรค แต่ในปัจจุบันมีการใช้ยาแผนปัจจุบันมากขึ้นทำให้การใช้ยาสมุนไพรลดน้อยลง ในการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาองค์ประกอบและปริมาณของกรดไขมันและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในส่วนต่างๆของผักเบี้ยใหญ่ คือ ใบ ลำต้น และดอก โดยวิเคราะห์องค์ประกอบไขมันและปริมาณไขมันและกรดไขมันชนิดต่างๆกรดไขมันจากส่วนต่างๆ ของผักเบี้ยใหญ่ สกัดไขมัน โดยคลอโรฟอร์ม : เมทานอล (2:1 v/v)และวิเคราะห์องประกอบไขมันโดยใช้เครื่อง Iatroscan องค์ประกอบของกรดไขมันวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค GLC เทียบกับสารมาตรฐาน ปริมาณสารประกอบฟีนอลิค แอลฟ่าโทโคฟีรอล เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี การทดสอบกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ ในหลอดทดลองด้วยวิธี DPPH radical scavenging activity, Hydroxyl radical scavenging activity,β-Carotene–linoleate bleaching assay, Ferric reducing / antioxidant power (FRAP) assay, Total antioxidant capacity รวมถึงฤทธิ์การต้านไกลเคชั่น และการต้านแบคทีเรีย การวิเคราะห์สารประกอบฟีนอลิคโดยใช้สารละลาย Folin-Ciocalteu และวิเคราะห์สารกลุ่มฟีนอลิคโดยใช้เทคนิค HPLC (DAD)

การวิจัยพบว่า องค์ประกอบของไขมันที่พบคือ Triacylglycerol ซึ่งเป็นองค์ประกอบของไขมันที่พบมากที่สุดในใบและลำต้น มีค่าอยู่ในช่วง 17-67 เปอร์เซ็นต์ ไขมันชนิด Phytosterol (9-32 %) Phospholipids (10-67 %) และ Free fatty acid พบได้เฉพาะในส่วนของใบ องค์ประกอบของกรดไขมันที่พบมากคือ กลุ่มกรดไขมันชนิด PUFA ประกอบด้วยกรดไขมัน α-linolenic (18:3n-3) มีค่า 23-46 เปอร์เซ็นต์ของกรดไขมันทั้งหมด ใบมีกรดไขมันในกลุ่ม PUFA มากที่สุด (61.18 %) รองลงมาคือดอก (59.04%) และลำต้น (41.96 %) กรดไขมัน linoleic (18:2n-6) มีประมาณ 26% ของกรดไขมันทั้งหมดของดอก จากการทดลองแสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบของไขมันและกรดไขมันในส่วนต่างของผักเบี้ยใหญ่มีองค์ประกอบที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สารประกอบฟีนอลลิค อยู่ในช่วง และ 5.69 ถึง 24.12 GAE mg/100g ตัวอย่าง ตามลำดับ ซึ่งพบมากที่สุดในใบ เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี มีปริมาณอยู่ในช่วง 29 ถึง 58 μg/g และ 227 ถึง 399 μg/g ตามลำดับ ซึ่งพบมากที่สุดในใบ ปริมาณสารกลุ่มฟีนอลิคที่พบมากที่สุดคือ gallic acid รองลงมาคือ catechin acid และ tannic acid การทดสอบกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระจากส่วนต่างๆมีความสามารถแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยพบว่าดอกมีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงสุดด้วยการทดสอบด้วยวิธี DPPH radical scavenging activity ( IC50 0.006 mg/ml) , Hydroxyl radical scavenging activity (IC50 0.23 mg/ml) และ Total antioxidant capacity (37.99 mg/mg) ในขณะที่ ใบ มีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ด้วยวิธี β-carotene–linoleate bleaching assay (37.99 %)และ FRAP ( 0.49 μmol/g) ปริมาณสารประกอบฟีนอลิคมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP มากที่สุด (R = 0.948)การทดสอบฤทธิ์การต้านไกลเคชั่นจากส่วนต่างๆ พบว่าใบ มีความสามารถในการต้านฤทธิ์ไกลเคชั่นมากที่สุด (p<0.05) รองลงมาคือ ดอก และลำต้น

การศึกษาการต้านแบคทีเรียของสารสกัดจากส่วนต่างๆของผักเบี้ยใหญ่ ด้วยน้ำกลั่นปลอดเชื้อ, เอทิลแอลกอฮอล์ 95%, เฮกเซน โดยทดสอบการยับยั้งแบคทีเรีย 5 ชนิด ได้แก่ Samonella typh , Eschercihia coli O157:H7, Klebsiella pneumoniae, Vibrio cholerae, Pseudomonas aeruginosa ตรวจสอบความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ (minimal inhibition concentration: MIC) และตรวจสอบความเข้มข้นต่ำสุดของของเชื้อจุลินทรีย์ (minimal bactericidal concentration: MBC) พบว่าสารสกัดจากส่วนต่างๆของผักเบี้ยใหญ่ที่สกัดด้วย เอทิลแอลกอฮอล์ 95เปอร์เซ็นต์ เฮ็กเซน สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียทุกชนิดที่ทำการศึกษาได้ จากผลการศึกษา สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในกระเพาะอาหารได้โดยสรุปการวิจัยนี้ แสดงให้เห็นว่าผักเบี้ยใหญ่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีความสำคัญ คือเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดโอเมก้าสาม สารประกอบฟีนอลิค เบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งการเกิดโรคเบาหวานหรือการต้านไกลเคชั่น รวมทั้งมีความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารในส่วนต่างๆ ของผักเบี้ยใหญ่มีความแตกต่างกัน