การพัฒนาระบบองค์ความรู้ด้านฐานข้อมูลทรัพยากรอาหารของชุมชนในภาวะเปราะบางเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกรินทร์ พึ่งประชา และคณะ
    ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2557

  จุดม่งหมายสำคัญของการวิจัยครั้งนี้คือ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพยากรอาหารในภาวะเปราะบางเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอหารของชุมชน โดยให้ความสำคัญการการจัดการที่ดิน กิจกรรมทางการและความผันแปรของสภาวะอากาศ รวมถึงยังเป็นการสร้างทักษะในการทำวิจัยให้กับนักวิจัยท้องถิ่น งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสานระหว่างงานวิจัยคุณภาพและปริมาณ โดยรวบรวมข้อมูลจากระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิกล่าวคือ ข้อมูลปฐมภูมิจากงานภาคสนามประกอบด้วย การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก การสำรวจสำรับอาหารพื้นบ้านของครัวเรือนตามฤดูกาล การสุ่มตัวอย่างตรวจสารปนเปื้อนในอาหารจากตลาด การจดบันทึกสถิติน้ำฝนรายวันและการทำแผนที่แหล่งอาหารหลักของชุมชน ส่วนข้อมูลทุติยภูมิรวบรวมจากเอกสารสิ่งพิมพ์ เอกสารเชิงนโยบาย และวรรณกรรมต่างๆ ที่สัมพันธ์กับประเด็นศึกษา โดยศึกษาพื้นที่ 2 หมู่บ้าน ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หมู่บ้านแรกคือบ้านาเวียงใหญ่ทำการเกษตรระบบนาดำ อีกหมู่บ้านหนึ่งคือบ้านห้วยตาดทำการเกษตรแบบข้าวไร่

ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า ชาวนาเวียงใหญ่และห้วยตาดมีภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำและที่ดินทางการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนนับแต่คนรุ่นก่อน กระทั่งเมื่อพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเข้ามามีบทบาทในชุมชนเมื่อหลายสิบปีก่อน กิจกรรมทางการเกษตรดังกล่าวจึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังส่งผลทำให้ชาวบ้านต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกยังผืนป่า โดยขาดการจัดการที่ดีและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งจากภาครัฐและชุมชน เกิดเป็นปัญหาสั่งสมมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านยังมีองค์ความรู้หลากหลายในการจัดการกิจกรรมทางการเกษตร ดังเห็นจากองค์ความรู้เกี่ยวการปลูกพืชที่สัมพันธ์กับสภาวะอากาศ รู้ว่าช่วงใดเหมาะสมกับการปลูกพืชพันธุ์ใด หากทว่าองค์ความรู้ดังกล่าวเริ่มถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ชาวนาเวียงใหญ่บางครัวเรือนและชาวห้วยตาดส่วนใหญ่หันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อก้าวให้ทันกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมาก ขณะเดียวกัน ในแง่ความเป็นอยู่พวกเขาก็หันไปพึ่งพาอาหารสมัยใหม่จากตลาดมากกว่าอาหารพื้นบ้านที่เคยปรุงแต่งกันในครัวเรือน โดยไม่รู้ที่มาที่ไปของอาหารว่ามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ส่งผลให้สมาชิกในหลายครัวเรือนเกิดภาวะทุพโภชนาการ

ขณะที่ความผันแปรของสภาวะอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการผลิตอาหารของชุมชน เช่น กิจกรรมทางการเกษตร อาหารจากธรรมชาติที่ลดจำนวนลง และผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ เป็นต้น หากแต่ความเป็นจริงกลับพบว่า ทั้งชาวนาเวียงใหญ่และห้วยตาดต่างก็มีองค์ความรู้ที่หลากหลายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาดังกล่าว อาทิ การพยากรณ์อากาศแบบท้องถิ่น การจัดการกิจกรรมทางการเกษตรที่สัมพันธ์กับสภาวะอากาศ และการใช้พันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพอากาศ เป็นต้น หากแต่ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็ละเลยองค์ความรู้ดังกล่าว หลังจากชุมชนเปลี่ยนโฉมการผลผลิตทางการเกษตรจากยังชีพมาเน้นเพื่อขาย

ภาวะเปราะบางในฐานทรัพยากรอาหารเหล่านี้เผยให้เห็นว่า ชุมชนโดยเฉพาะบ้านห้วยตาดยังขาดการปรับตัวและเรียนรู้ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ที่เป็นอยู่ก็คือการรับสภาพต่อผลที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทำกิน กิจกรรมทางการเกษตรที่ขาดประสิทธิภาพและสภาวะอากาศที่ผันแปร ทั้งๆ ที่มีองค์ความรู้ท้องถิ่นมากมายที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนและให้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพในโลกสมัยใหม่

(อ่านผลการวิจัยเพิ่มเติมในบทที่ บทที่ 8 ความหลากหลายทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติและองค์ความรู้ในการจัดการของชุมชน บทที่ 9 พืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และสัตว์เลี้ยงฯ และบทที่ 12 สำรับ“ไทด่าน”: กินอยู่อย่างคนไทด่าน)