การปรับใช้ภูมิปัญญา "ลือกาเวาะ" ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินของกลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นายส่วยจีโหม่ง สังขวิมล และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2554

  โครงการปรับใช้ภูมิปัญญา “ลือกาเวาะ” ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1) เพื่อวิเคราะห์ สถานการณ์ปัญหาการใช้พื้นที่หาอยู่หากินและสาเหตุของปัญหาอย่างมีส่วนร่วม 2) เพื่อค้นหาแนวทางในการปรับใช้ภูมิปัญญา “ลือกาเวาะ” ในการดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินที่เหมาะสมร่วมกันระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และ 3) เพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนากลไกการทำงานของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมของชุมชนในการมีบทบาทดูแลรักษาพื้นที่หาอยู่หากินอย่างเป็นรูปธรรม ขอบเขตการศึกษาเฉพาะบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

วิธีการดำเนินงาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การปฏิบัติการสำรวจพื้นที่ไร่หมุนเวียน พื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าวัฒนธรรม และพื้นที่แหล่งอาหาร โดยใช้เครื่อง GPS จับพิกัดพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำไปจัดทำแผนที่แนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ หาอยู่หากินของหมู่บ้านสะเนพ่อง พร้อมทั้งเก็บข้อมูล ศึกษาลักษณะธรรมชาติของป่า ลักษณะพื้นที่ไร่ซากแต่ละช่วงปีและลักษณะพื้นที่ข้อห้าม ความเชื่อตามภูมิปัญญา ลือกาเวาะ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารงานวิจัยในพื้นที่ ส่วนที่ 2 จัดเวทีประชุมคณะผู้วิจัยเพื่อสรุปผลข้อมูล และจัดเวทีประชุมร่วมระหว่างชาวบ้าน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเสนอผลการดำเนินงาน

ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนได้แผนที่แนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ หาอยู่หากินที่แสดงพิกัดพื้นที่ไร่หมุนเวียนและไร่ซาก พื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าวัฒนธรรม พื้นที่แหล่งอาหาร และจุดทาสีที่ทีมวิจัยทำเครื่องหมายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น กากบาทสีแดงเพื่อบอกให้คนในชุมชนรู้ว่าพื้นที่ตรงไหนทำไร่ได้และพื้นที่ตรงไหนห้ามบุกรุกแผ้วถาง ซึ่งแผนที่ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องและความชัดเจนจากคนในชุมชนก่อนส่งต่อให้เขต ฯ ทุ่งใหญ่นเรศวรในการดำเนินการต่อไป และมูลนิธิสืบฯ รับช่วงต่อในการจัดตั้งทีมลาดตระเวน (รวมทีมวิจัย) เดินสำรวจพื้นที่ตามแนวเขตที่ได้ทำไว้ พร้อมกับติดตามผลการประกาศใช้ข้อปฏิบัติของผู้ที่ทำไร่หมุนเวียนให้เป็นไปตามที่ได้กำหนดขึ้น โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้

การศึกษาวิจัยในพื้นที่ถึงลักษณะธรรมชาติของป่าที่บรรพบุรุษมีข้อห้าม ความเชื่อว่าบริเวณไหนทำไร่ได้และทำไร่ไม่ได้ พบว่า พื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตทางด้านอาหาร สมุนไพร และเป็นป่าต้นน้ำ ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแบ่งออกเป็น 9 ลักษณะใหญ่ ๆ รวมถึงป่าไร่หมุนเวียนเป็น 10 ลักษณะด้วยกันคือ 1.ป่าเด่อมือ เป็นป่าโปร่งและป่าชื้น เป็นป่าไผ่สลับกับต้นไม้ใหญ่แต่มีไผ่มากกว่าต้นไม้ใหญ่ 2. ป่าเด่อพ่า เป็นป่าดิบชื้นที่มีไม้ใหญ่จำนวนมาก ไม้ไผ่มีน้อย พืชส่วนใหญ่จะเป็นพืชเถาวัลย์ และกล้วยไม้นานาชนิด 3. ป่าเด่อเผ่อ หรือป่าเด่อ ลักษณะป่าเป็นป่าดงดิบเช่นเดียวกับป่าเด่อมือ เด่อพ่าแต่ขนาดลำต้นของไม้มีขนาดเล็กกว่า 4. ผะหรือเผ่อ เป็นป่าพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นต้นน้ำผุด และเป็นแหล่งอาหาร 5.ป่าไล่กล่า เป็นป่าที่มีลักษณะเดียวกับป่าเด่อมือ เด่อพ่าและเดอเผ่อ แต่มีก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมาก 6. คูหล่งไล่ เป็นภูเขาหิน มีทั้งป่าโปร่ง ป่าดงดิบและป่าดิบชื้น ภูเขาหินส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ต้นน้ำผุดอยู่บริเวณรอบ ๆ บริเวณยอดเขามีไม้ประเภททนแล้งอยู่มาก ต่ำกว่ายอดเขาลงมาเป็นประเภทไม้เนื้ออ่อน และไผ่วาซู ไผ่วากลือจำนวนมาก 7. ป่าเคาะกล่า คือ พื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อเป็นแอ่งกระทะ เป็นร่องระบายน้ำในช่วงหน้าฝน ลักษณะพื้นที่ป่าเป็นป่าดงดิบ บางจุดเป็นป่าดิบชื้น 8. เชอหล่องโหว่ เป็นป่าร้างที่มีลักษณะของไผ่หรือต้นไม้หรือพืชที่หมดสภาพล้มตาย เป็นป่าที่ถึงอายุขัย 9. ป่าเวีย เป็นป่าทุ่งหญ้า มีต้นไม้น้อยมาก และ 10. ป่าคีเขอะ คือ ป่าไร่หมุนเวียน เป็นป่าโป่รงที่เป็นป่าไผ่ มีต้นไม้อยู่บ้าง ป่าไร่หมุนเวียนอยู่ตามพื้นที่ราบและตามเชิงเขา

ในส่วนของข้อห้าม ความเชื่อในการเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน มีทั้งความเชื่อที่เกี่ยวกับต้นไม้ ข้อห้ามที่เกี่ยวกับสัตว์ข้อห้ามที่เกี่ยวพื้นที่ ซึ่งพบว่า พื้นที่ข้อห้าม ความเชื่อเหล่านั้นเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือมีร่องน้ำอยู่บริเวณรอบ ๆ หรือเป็นพื้นที่ติดลำห้วย เช่น วาบองทอง มีหน่อไม่ขึ้นในพื้นที่ แสดงว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความชื้นสูงและอยู่ใกล้ต้นน้ำผุด,วาปี่ หนุ่ง ต้นไผ่ลำเดียวแต่แยกเป็น 2 ลำเท่า ๆ กัน แสดงว่า ดินยังแข็งตัวอยู่ ยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ เป็นป่าที่ฟื้นตัวช้า, ขณะเลือกพื้นที่ต้องไม่ได้ยินเสียงนกทูส่องร้อง หรือต้องไม่มีเสียงเก้งร้อง เพราะนกทูส่องและเก้งชอบอยู่ในพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ในป่ารกทึบ หรือในพื้นที่ที่เลือกต้องไม่มีเต่าคลานอยู่ในบริเวณนั้น เพราะเต่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในเขตป่าชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งเต่าเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดวังน้ำในลำห้วย, เคาะคูด่อง เป็นพื้นที่ที่มีน้ำผุดจากผืนดินที่มีตลอดทั้งปี, ที่ทองผลุ พื้นที่น้ำพุ น้ำจะผุดออกจากผืนดินในช่วงหน้าฝน, ที่วาหล่าโค่ว พื้นที่ติดลำห้วยทั้ง 2 ฝั่งหากทำไร่ใกล้ลำห้วย อาจทำให้ตลิ่งพังและลำน้ำตื้นเขิน, บละเฉอไผก พื้นที่เป็นสันเขาทอดยาวเหมือนหลังช้าง เนินเขามีความลาดชันสูงและรอบ ๆ เป็นต้นน้ำผุด, อ่องเกียะโป้ว เป็นเนินเขาที่ตรงกลางมีร่องน้ำไม่ยาวมากนัก เนินเขามีความลาดชันสูง ช่วงหน้าฝนจะมีน้ำผุดบริเวณร่องน้ำ, กะหริผลงถุ ที่ช่องแคบ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและบางพื้นที่จะมีพื้นที่ต้นน้ำผุด, ยาลีขล่ายขวอง ปลาก้างสู้คดี ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขา มีร่องน้ำทั้งสองฝั่งไหลลงเขา, คูหลงไล่คองเถ เชิงเขาภูเขาหิน ภูเขาหินส่วนใหญ่จะมีความชื้นสูง ตีนเขาจะมีร่องน้ำไหลผ่านบางจุดมีต้นน้ำผุดออกจากพื้นดิน, เผ่อถะไข้ พื้นที่ก้นกระทะ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพื้นที่ ยังพบว่า รูปแบบการใช้พื้นที่ในปัจจุบันมีความแตกต่างกัน ถ้าเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ลึกเข้าไปในป่า พื้นที่หมุนเวียนยังคงมีอยู่มาก การเลือกพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากป่ายังคงเป็นไปตามวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่จะมีปัญหาเรื่องการลักลอบล่าสัตว์เพราะติดด่านเจดีย์สามองค์และจะกล่า แต่หากเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน พื้นที่หมุนเวียนตามวัฒนธรรมมีน้อยลงกลายเป็นพื้นที่จับจองสำหรับปลูกมันสำปะหลัง หรือเปลี่ยนเป็นสวนถาวรสำหรับปลูกมะม่วงหิมพานต์ หรือใช้หมุนเวียนปลูกข้าวเฉพาะครอบครัว ซึ่งการจับจองพื้นที่ในแต่ละครัวเรือนมีจำนวนอนข้างมาก ทั้งนี้รูปแบบการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไปสามารถมองได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก มาจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตที่ถูกกำหนดด้วยตัวเงินทำให้ชาวบ้านต้องไขว่คว้าหาพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้ทำกินมากขึ้น และในประเด็นที่ 2 พื้นที่จะกล่าและที่ทาเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ทำกินจากนายทุนมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ เพราะเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กจ.5 ซึ่งมีการปลูกยางพาราและมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากโดยไม่มีการควบคุม และรุกเข้ามาในพื้นที่ทำกินของหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนจึงยึดเป็นพื้นที่ส่วนตัวไว้ก่อน อีกทั้งปัญหาคนนอกที่ทางอำเภอรับรองสิทธิ์ให้บัตรต่างด้าวและเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมีการขยายตัวมากขึ้นทำให้มีปัญหาแย่งชิงพื้นที่ทำกินกับคนในพื้นที่ รวมถึงบุกรุกพื้นที่ทำกินที่อยู่ใกล้ห้วยและต้นน้ำ ซึ่งปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการบุกรุกพื้นที่ทำกินจากคนนอกจะมีมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการบุกรุกพื้นที่ทำกินนอกแนวเขตไร่หมุนเวียนของชาวบ้านในพื้นที่ที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน และเมื่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาไร่หมุนเวียน ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้านก็จะหวนกลับมาอีกครั้ง

ข้อเสนอแนะต่อชุมชน นโยบายและการวิจัยในอนาคต ด้วยโครงการวิจัยมีเป้าหมายในการจับพิกัดพื้นที่ที่คนในชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ในแผนที่ได้รวมพื้นที่นาและสวนด้วยจึงควรที่จะคัดพื้นที่นาและสวนออก และด้วยพื้นที่นา (ไชก) และสวน (กลุซุ) เป็นรูปแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่หาอยู่หากินตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งนามีไว้ปลูกข้าว สวนมีไว้เพื่อความหลากหลายของพันธุ์พืช แต่ปัจจุบันพื้นที่สวนส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือพืชเศรษฐกิจเพื่อมุ่งขายเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้จึงควรที่จะมีการพัฒนารูปแบบพื้นที่สวน (กลุซุ) ให้มีความหลากหลายของพันธุ์พืชตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อให้เกิดตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่คนในชุมชนสามารถนำไปปฏิบัติได้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มูลนิธิสืบนาคะเสถียร องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ ฯลฯ ควรที่จะมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการทำสวนผสมผสานอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาพืชเชิงเดี่ยวที่กำลังคุกคามระบบนิเวศในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และคุกคามพื้นที่ไร่หมุนเวียนให้ลดน้อยลง