การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากผักพื้นบ้านไทย

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นาฎศจี เครือแสง และคณะ
    มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2556

  ผักพื้นบ้านของไทยมีความหลากหลายของชนิดและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะประกอบด้วยสารทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยาเช่นเดียวกับสมุนไพร แต่ผักพื้นบ้านมีความปลอดภัยเพราะมีการบริโภคเป็นผักในวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาฤทธิ์ทางชีววิทยาของสารสกัดด้วย 80% เอทานอล ของผักพื้นบ้าน 20 ชนิด ได้แก่ ผักเป็ดขาว ผักเป็ดแดง กระสัง ชะพลู ผักบุ้ง ผักเบี้ย ผักกุ่มน้ำ มะเดื่ออุทุมพร ตะไคร้ ต้นหอม หัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ ขจร เปลือกแตงโม กะเม็ง กระเฉด ชะอม ผักแพว รากบัวหลวง และกรดน้ำ พบว่า (1) สารสกัดผักเป็ดแดง ผักเป็ดขาว ตะไคร้ และชะพลูในช่วงความเข้มข้น 1-100 μg/mL ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน (in vitro) (2) ผักเป็ดแดงและผักเป็ดขาว(250 mg/kg) สามารถฟื้นฟูการเรียนรู้และความจำในหนูที่มีภาวะพร่องเอสโตรเจนได้ และเพิ่มระดับของการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำในสมอง (CREB และ BDNF) (3) สารสกัดผักแพว ตะไคร้ หัวหอมใหญ่ และหัวหอมแดง ในช่วงความเข้มข้นระหว่าง 10 ng/mL-1 mg/mL สามารถเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูก (in vitro) ได้สูงสุด 131% (4) สารสกัดผักแพวและช้าพลู 100 μg/mL ป้องกันการเกิดภาวะอัลไซเมอร์ได้ในหลายกลไก (in vitro) ได้แก่ กลไกต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ MAO-A, MAO-B และอะเซติลโคลีนเอสเตอเรส และที่ความเข้มข้น 250 mg/kg สามารถป้องกันภาวะความจำเสื่อมทั้งความจำระยะสั้นและระยะยาว ในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย scopolamine (5) สารสกัดผักเบี้ย 300 μg/mL มีฤทธิ์สูงสุดในการกระตุ้นการเก็บกลับกลูโคสเข้าเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมัน (in vitro) โดยเพิ่มการสร้างโปรตีนขนส่งกลูโคส (GLUT1 และ GLUT4) ทั้งในระดับยีนและโปรตีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดระดับน้ำตาลในเลือด (6) สารสกัดผักแพว (1 mg/ml) ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปสได้ 82.8% (in vitro) ซึ่งมีกลไกการยับยั้งแบบแข่งขัน (7) สารสกัดกระสัง กระเฉด และชะอม ในช่วงความเข้มข้น 250-750 mg/kg ลดอาการปวดและอาการอักเสบได้ในหนูทดลอง และ (8) สารสกัดผักบุ้ง มะเดื่ออุทุมพร ผักแพว และกระสัง แสดงฤทธิ์ที่ดีในการต้านอนุมูลอิสระผลที่ได้เหล่านี้สามารถใช้ส่งเสริมการบริโภคผักเพื่อสุขภาพสำหรับบุคคลทั่วไป หรือเพื่อป้องกันการเกิดโรคจากภาวะเสื่อมในกลุ่มคนต่างๆ เช่น ผู้สูงวัย ผู้ที่มีภาวะพร่องเอสโตรเจน ผู้ที่มีภาวะโภชนาการเกิน ผู้ที่มีภาวะเสื่อมของร่างกายซึ่งมีความสัมพันธ์กับอนุมูลอิสระ และผู้มีอาการปวดและมีอาการอักเสบต่างๆ เป็นต้น