ห่วงโซ่อุปทานของสัตว์น้ำอ่าวบ้านดอน กรณีศึกษา ปูม้า ปูทะเล และปูแสม

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นรินทร์ เนียมนุช และคณะ
    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2557

  การวิจัยเรื่อง การศึกษาห่วงโซ่อปุทานของสัตว์น้ำอ่าวบ้านดอน กรณีศึกษา ปูม้า ปูทะเลและปูแสม ในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของชาวประมงปูม้า ปูทะเล ปูแสมในพื้นที่อ่าวบ้านดอน 2) ศึกษาระบบการผลิตและระบบการตลาดสัตว์น้ำเป้าหมายแต่ละชนิด 3) ศึกษาความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการใน โซ่อุปทานของสัตว์น้ำเป้าหมายแต่ละชนิด 4) ประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจของสัตว์น้ำเป้าหมายแต่ละชนิดที่มีต่อชุมชนอ่าวบ้านดอน 5) ประเมินคุณค่าของสัตว์น้ำที่มีต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอ่าวบ้านดอน 6) เสนอแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการวิจัยครั้งนี้ ใช้การสัมภาษณ์แบบสอบถามและการจัดประชุมกลุ่มย่อย เพื่อได้ผลการศึกษาซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

การสำรวจชาวประมงธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มประมงผู้จับปูม้า ปูทะเล และปูแสม จำนวน 102 ราย ในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีผู้ให้สัมภาษณ์เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 71.57 ของชาวประมงที่ให้สัมภาษณ์ และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 28.43 พบว่า ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 92.16 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.57 มีการศึกษาในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่าโดยร้อยละ 42.16 ไม่ประกอบอาชีพเสริม กล่าวคือ ทำอาชีพประมงเพียงอย่างเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และมีการเรียนรู้วิธีการทำประมงจากบรรพบุรุษ ร้อยละ 61.76 ซึ่งเป็นสาเหตุของการประกอบอาชีพประมง ร้อยละ 59.80 และประกอบอาชีพประมงทำให้ชาวประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอนมีรายได้ดี ร้อยละ 85.29 ชาวประมงส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร เช่น กลุ่มเพาะเลี้ยงปลา กลุ่มประมงธรรมชาติ สหกรณ์การเกษตร ร้อยละ 72.55 โดยชาวประมงส่วนใหญ่ร้อยละ 79.41 มีหนี้สิน ซึ่งหนี้สินดังกล่าวมีแหล่งกู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ร้อยละ 34.31

ในขณะที่การสำรวจชาวประมง ซึ่งเป็นกลุ่มประมงเลี้ยงปูทะเล จำนวน 144 ราย ในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีผู้ให้สัมภาษณ์เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 70.83 ของชาวประมงเลี้ยงปูทะเลที่ให้สัมภาษณ์ และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 29.17 พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 59.03 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.83 มีการศึกษาในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า โดยร้อยละ 43.06 โดยส่วนใหญ่การทำประมงเลี้ยงโดยการแนะนำจากสถาบันประมง ร้อยละ 60.42 และสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ร้อยละ 47.92 โดยการทำประมงเลี้ยงปูทะเลได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้ากรมประมง ร้อยละ 69.44 ชาวประมงเลี้ยงปูทะเล ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร เช่น กลุ่มเพาะเลี้ยงปลา กลุ่มประมงธรรมชาติ สหกรณ์การเกษตร ร้อยละ79.17 โดยชาวประมงส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.72 มีหนี้สิน ซึ่งหนี้สินดังกล่าวมีแหล่งกู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 67.36

ต้นทุนในการทำประมงปูมีสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของปูที่ต้องจับ และประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการจับ จากการสำรวจพบว่า ต้นทุนในการทำประมงปูของชาวประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี 4 ประเภท คือ ประมงปูม้าด้วยลอบปู ประมงปูม้าด้วยอวนปู ประมงปูทะเล และประมงปูแสม สัดส่วนต้นทุนแต่ละประเภท พบว่า ในการทำประมงปูม้าด้วยลอบปู ประมงด้วยอวนปู และประมงปูทะเล มีต้นทุนที่สุดเป็นต้นทุนค่าวัสดุในการทำประมง เช่น ลอบปู อวนปู และอื่นๆ ในขณะที่การทำประมงปูแสมมีต้นทุนสูงที่สุดที่ค่าจ้างแรงงาน ทั้งนี้เนื่องจากการทำประมงปูแสม ไม่ต้องมีการออกเรือไปในทะเล แต่ต้องใช้แรงงานในการเดินจับปูแสมตามพื้นที่ต่างๆ

ในขณะที่ผลตอบแทนจากการทำประมงปูม้าด้วยลอบปูและอวนปูนั้น พบว่า ชาวประมงที่ใช้อวนปูจะได้จำนวนผลผลิตเฉลี่ยต่อปีมากกว่าผู้ทำประมงด้วยลอบปู โดยรายได้ส่วนใหญ่จะเป็นรายได้ที่เกิดจากการขายปูทั้งตัว นอกจากนั้นยังมีรายได้จากการขายเฉพาะเนื้อปู และรายได้จากการจับสัตว์น้ำอื่นๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการทำประมง โดยราคาปูม้าทั้งตัวที่ชาวประมงได้รับโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 144.74 บาท ส่วนราคาขายเนื้อปูม้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 380 บาท ในส่วนของกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อปีของชาวประมงผู้ทำประมงปูม้าด้วยลอบปูอยู่ที่ 1,097,478.72 บาทต่อปีต่อราย และกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อปีของผู้ทำประมงปูม้าด้วยอวนปูอยู่ที่ 1,941,033.77 บาทต่อปีต่อราย และมีผลผลิตที่ได้จากการทำประมงปูทะลส่วนใหญ่ร้อยละ 97.46 เป็นปูเนื้อ ร้อยละ 2.09 เป็นปูไข่ ซึ่งนอกจากชาวประมงจะได้รับรายได้จากการขายปูเนื้อและปูไข่แล้ว ยังมีรายได้จากการขายสัตว์น้ำอื่นๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการทำประมงด้วย อีกร้อยละ 0.45 โดยเฉลี่ยแล้วชาวประมงจะได้ราคาเฉลี่ยจากการขายปูเนื้อกิโลกรัมละ 190.83 บาท และปูไข่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 255.59 บาท โดยเฉลี่ยแล้วชาวประมงจะมีรายได้จากการทำประมงปูทะเลประมาณ 536,438.52 บาทต่อปีต่อราย ในส่วนของการทำประมงปูแสมของชาวประมงในพื้นที่ พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วจะมีผลผลิตประมาณ 434.12 กิโลกรัมต่อปีคิดเป็นรายได้รวมเฉลี่ย 21,706 บาทต่อปีต่อราย ซึ่งเมื่อหักต้นทุนค่าแรงและค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ชาวประมงจะได้รับกำไรสุทธิโดยเฉลี่ย 15,500.67 บาทต่อปีต่อราย

สำหรับต้นทุนในการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่อ่าวบ้านดอนนั้น ส่วนใหญ่มีต้นทุนในการเลี้ยงต่อฟาร์ม คือ ต้นทุนค่าพันธุ์ปูทะเล ส่วนต้นทุนอื่นๆ ที่มีนัยสำคัญรองลงมา คือ ต้นทุนค่าแรงงานค่าอาหาร ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าเสียโอกาสในเงินลงทุน ตามลำดับ หากพิจารณาในด้านมูลค่าจะเห็นได้ว่าผู้เลี้ยงปูทะเลจะมีต้นทุนเฉลี่ยต่อฟาร์ม คิดเป็นมูลค่า 497,076.30 บาท ในขณะที่การเลี้ยงปูทะเลนั้น ผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 จะเป็นปูเนื้อ นอกจากนั้นเป็นปูไข่ โดยราคาขายปูเนื้อที่ผู้เลี้ยงได้รับ โดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 190.83 บาท ซึ่งทำให้ผู้เลี้ยงได้รับรายได้จากการขายผลผลิตปูเนื้อโดยเฉลี่ย 532,892.78 บาทต่อฟาร์ม และราคาปูไข่ที่ผู้เลี้ยงได้รับ โดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 255.59 บาทซึ่งทำให้ผู้เลี้ยงได้รับรายได้จากการขายผลผลิตปูไข่โดยเฉลี่ย 36,173.65 บาทต่อฟาร์ม ทั้งนี้กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อปีของผู้เลี้ยงปูทะเล มีมูลค่า 71,990.13 บาทต่อฟาร์มวิถีตลาดของชาวประมงธรรมชาติปูม้าที่ชาวประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่จับได้นั้น มีวิถีตลาดการจำหน่ายเพื่อเข้าสู่ตลาดแยกตามสภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตัวปูม้า และเนื้อปูม้า วิถีตลาดของปูม้า (ตัวปูม้า) ของการจำหน่ายตัวปูม้า 4 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1 ชาวประมงนำสินค้ามาขายที่ร้านอาหารท้องถิ่น ในพื้นที่อ่าวบ้านดอน
  • รูปแบบที่ 2 ชาวประมงนำสินค้ามาขายยังแพท้องถิ่น จากนั้นแพท้องถิ่นนำสินค้าส่งไปยังแพเอกชน และส่งไปยังโรงงานแปรรูป เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อปูม้า และนำจำหน่ายยังผู้บริโภคนอกอ่าวต่อไป
  • รูปแบบที่ 3 ชาวประมงนำสินค้าขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น จากนั้นพ่อค้าท้องถิ่นนำไปขายยังตลาดสดในอ่าว และบางส่วนก็นำสินค้าไปขายในตลาดนอกอ่าว
  • รูปแบบที่ 4 ชาวประมงนำสินค้าส่งไปขายให้กับร้านอาหารนอกอ่าว ซึ่งรูปแบบนี้เป็นช่องทางการจำหน่ายสืบทอดกันตามบรรพบุรุษ จึงมีความเชื่อมั่นกับคุณภาพของสินค้าในการนำส่ง

วิถีตลาดของเนื้อปูในช่องทางการจำหน่ายเนื้อปูม้า มี 2 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1 ชาวประมงธรรมชาติ ทำการแปรรูปจากตัวปูม้า ให้เป็นเนื้อปูม้า นำส่งขายยังร้านอาหารในท้องถิ่น
  • รูปแบบที่ 2 ชาวประมงธรรมชาติ ทำการแปรรูปจากตัวปูม้า ให้เป็นเนื้อปูม้า นำส่งขายยังแพท้องถิ่น และแพท้องถิ่นทำการรวบรวมสินค้า จำหน่ายให้กับแพเอกชนต่อไป

วิถีตลาดของปูทะเล ซึ่งปูทะเลที่ชาวประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จับได้นั้นมีวิถีตลาดในการจำหน่ายเข้าสู่ตลาด มี 4 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1 ชาวประมงธรรมชาตินำปูทะเลที่จับได้จำหน่ายให้กับร้านอาหารในท้องถิ่น
  • รูปแบบที่ 2 ชาวประมงธรรมชาตินำปูทะเลที่จับได้จำหน่ายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น และพ่อค้าท้องถิ่นนำสินค้าไปจำหน่ายทั้งในตลาดสดในอ่าวและตลาดนอกอ่าว
  • รูปแบบที่ 3 ชาวประมงธรรมชาตินำปูทะเลที่จับได้จำหน่ายให้กับแพท้องถิ่น ซึ่งแพท้องถิ่นทำการรวบรวมสินค้า และจำหน่ายต่อให้กับแพเอกชน ซึ่งแพเอกชนทำการจำหน่ายสินค้าให้กับตลาดนอกอ่าวและร้านอาหารนอกอ่าว ตามลำดับ
  • รูปแบบที่ 4 ชาวประมงธรรมชาตินำปูทะเลที่จับได้จำหน่ายโดยตรงให้กับร้านอาหารนอกอ่าว

วิถีตลาดของปูแสม ปูแสมที่ชาวประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่จับได้นั้น มีวิถีตลาดในการจำหน่ายเข้าสู่ตลาด มี 2 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบที่ 1 ชาวประมงที่จับปูแสมมาดองเค็ม และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ให้กับร้านอาหารท้องถิ่น
  • รูปแบบที่ 2 ชาวประมงที่จับปูแสมมาดองเค็ม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ให้กับพ่อค้าท้องถิ่นและนำไปจำหน่ายต่อในตลาดในอ่าวตามลำดับ

โดยที่ความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการในโซ่อุปทานปูม้า จากการสำรวจพบว่า ผู้ผลิตคือชาวประมง ซึ่งอยู่ต้นน้ำของกระบวนการผลิต ทำการจัดส่งผลผลิตให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิต ซึ่งมีแพท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ของการทำประมง และนำผลผลิตบางส่วนขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น และร้านอาหารในท้องถิ่น ส่วนการจัดส่งผลผลิตให้กับร้านอาหารนอกอ่าว พบว่า เป็นการทำการค้าตั้งแต่บรรพบุรุษสืบต่อกันมา ในขณะที่กระบวนการกลางน้ำ ผู้รวบรวมรายใหญ่ คือแพท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ที่ชาวประมงอาศัยอยู่ และทำการรวบรวมส่งให้กับแพเอกชนรายใหญ่รวบรวมผลผลิตในปริมาณที่มากพอ จึงนำส่งให้กับโรงงานแปรรูปตามลำดับ

ในขณะที่ความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการในโซ่อุปทานจากการสำรวจพบว่า ผู้ผลิตคือชาวประมงที่ทำประมงปู และเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเล ซึ่งอยู่ต้นน้ำของกระบวนการผลิต ทำการจัดส่งผลผลิตให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิต ซึ่งมีแพท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ของการทำประมง และนำผลผลิตบางส่วนขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น และร้านอาหารในท้องถิ่น ส่วนการจัดส่งผลผลิตให้กับร้านอาหารนอกอ่าว พบว่า เป็นการทำการค้าตั้งแต่บรรพบุรุษสืบต่อกันมา ในขณะที่กระบวนการกลางน้ำ ผู้รวบรวมรายใหญ่ คือแพท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ที่ชาวประมงอาศัยอยู่ และทำการรวบรวมส่งให้กับแพเอกชนรายใหญ่รวบรวมผลผลิตในปริมาณที่มากพอ จึงนำส่งขายผลผลิตให้กับผู้บริโภคที่อยู่นอกอ่าวต่อไป และในส่วนของประมงปูแสม ผู้ผลิตคือชาวประมง ซึ่งอยู่ต้นน้ำของกระบวนการผลิตทำการแปรรูปผลผลิตเป็นปูแสมดองเค็ม และทำการจัดส่งผลผลิตให้แก่ผู้รวบรวมผลผลิต คือพ่อค้าในท้องถิ่น และร้านอาหารในท้องถิ่น ในขณะที่กระบวนการกลางน้ำ คือพ่อค้าท้องถิ่น และร้านอาหารในท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ที่ชาวประมงอาศัยอยู่ และทำการรวบรวมผลผลิตนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคต่อไป

สำหรับการวิเคราะห์จากมูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use) หมายถึง การคิดมูลค่าของทรัพยากรโดยตรงของมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค เช่น การพิจารณาคุณค่าของสัตว์น้ำที่เป็นการใช้ประโยชน์ทางตรง ได้แก่ รายได้จากการจับสัตว์น้ำ การใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำในกรณีต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากเปลือกหอย เปลือกกุ้ง รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ได้รับจากการเข้าชมการประมงสัตว์น้ำ จากการวิจัยพบว่า มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use) ของชาวประมงปูม้า ปูทะเล และปูแสม เกิดจากการการนำผลผลิตจำหน่ายให้กับร้านอาหารในท้องถิ่น แพท้องถิ่น และร้านอาหารนอกอ่าว พบว่า มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรงของการขายผลผลิตปูม้า มีมูลค่า 20,071,958.60 บาทต่อปี ปูทะเล มีมูลค่า 6,290,612.36 บาทต่อปี และปูแสม มีมูลค่า 21,706 บาทต่อปี

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเล วิเคราะห์จากมูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use) หมายถึง การคิดมูลค่าของทรัพยากรโดยตรงของมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค เช่น การพิจารณาคุณค่าของสัตว์น้ำที่เป็นการใช้ประโยชน์ทางตรง ได้แก่ รายได้จากการจับสัตว์น้ำ การใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำในกรณีต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากเปลือกหอย เปลือกกุ้ง รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ได้รับจากการเข้าชมการประมงสัตว์น้ำ จากการวิจัยพบว่า มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรง (Direct use) ของเกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเล เกิดจากการการนำผลผลิตจำหน่ายให้กับร้านอาหารในท้องถิ่น พ่อค้าท้องถิ่น แพเอกชน และร้านอาหารนอกอ่าว ซึ่งการจำหน่ายดังกล่าวสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และพบว่า มูลค่าที่เกิดจากการใช้ประโยชน์โดยตรงของการขายผลผลิตปูเนื้อมีมูลค่า 592,768.09 บาทต่อปี และปูไข่ มีมูลค่า 161,866.10 บาทต่อปี

จากการศึกษาพบว่า การพึ่งพาตนเองในชุมชนอ่าวบ้านดอนของชาวประมงปูโดยรวมสามารถพึ่งพาตนเองได้ และหากพิจารณารายด้าน พบว่า การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ การพึ่งพาตนเองทางทรัพยากรธรรมชาติ การพึ่งพาตนเองทางจิตสำนึกและการพึ่งพาตนเองทางสังคม สามารถพึ่งพาตนเองได้ทุกด้าน