การจัดการรูปแบบการเรียนรู้ด้านอาหารและยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ของชุมชนบ้านนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ดร.ประมุข ศรีชัยวงษ์ และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2558

  การศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการรูปแบบการเรียนรู้ด้านอาหารและยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ของชุมชนบ้านนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAR) โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของนักวิจัยชุมชนไทบ้าน ชาวบ้าน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนที่เป็นทุนทางสังคมต่างๆ ด้านอาหารและยา ในชุมชนบ้านนาสีนวล ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 2) เพื่อศึกษาถึงสาเหตุ และผลกระทบที่ชุมชนไม่นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านอาหารและยามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต 3) เพื่อนำเอาหลักโยนิโสมนสิการมาช่วยเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม และ 4) เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้านอาหารและยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมกับบริบทชุมชน

ผลการศึกษา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักเกษตรกร ร้อยละ 86.4 และอาชีพรอง คือ รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 80.4 โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปี 45,001 – 50,000 บาท และพบว่ารายได้เฉลี่ยต่อรายจ่ายในครอบครัวส่วนใหญ่เพียงพอต่อการดำรงชีพแต่ไม่เหลือเก็บ ร้อยละ 61.2 ส่วนศักยภาพชุมชนที่เป็นทุนทางสังคมต่างๆ ด้านอาหารและยาในชุมชนพบว่า บ้านนาสีนวล หมู่ที่ 5, 7 และ 9 ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ลำห้วย ป่าไม้และภูเขา ที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้ให้กับชาวบ้านได้แก่ ภูแลนคา ป่าไม้ที่ใช้เก็บหาอาหารและใช้สอย คือ ป่าโคกบักสอง ป่าซำนกติว ป่าตาดน้อย ป่าวังน้ำใหญ่ ส่วนแหล่งน้ำที่เป็นทุนทางธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน เป็นทั้งแหล่งอาหารทั้งพืชและสัตว์ เช่น ผักกูด ผักหนาม สาหร่ายน้ำจืด กุ้ง หอย ปู ปลา และแหล่งน้ำในการทำนา เพาะปลูกพืชผัก และน้ำอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ได้แก่ น้ำตกตาดโตน น้ำตกตาดน้อย ตาดฟ้า ซำเหี้ย ลำปะทาว ลำห้วยเสียว ลำห้วยตาดหมาก และลำห้วยตาดชา เป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ผลการวิจัยยังพบว่าผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านเก็บหาจากแหล่งอาหารในพื้นที่มาเป็นอาหารและขายเป็นรายได้มีจำนวน 83 ชนิด ซึ่งแยกเป็นไม้ยืนต้น 17 ชนิด ประเภทไม้พุ่มหรือล้มลุก 11 ชนิด ประเภทไม้เถาหรือไม้เลื้อย 14 ชนิด ผักพื้นบ้านตามแหล่งน้ำ 21 ชนิด ประเภทเห็ด 14 ชนิด และประเภทหน่อไม้ 6 ชนิด สำหรับพืชสมุนไพร พบว่าชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้ 40 ชนิด โดยแยกเป็นพืชสมุนไพรยืนต้น 14 ชนิด ไม้พุ่มหรือไม้ล้มลุก 17 ชนิด และประเภทไม้เถาหรือไม้เลื้อย 9 ชนิด ส่วนผลการสำรวจประเภทอาหารจากสัตว์ที่จับหามาจากธรรมชาติ พบว่ามี 18 ประเภท ได้แก่ สัตว์บก 1 ชนิด สัตว์น้ำ 2 ชนิด สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ 5 ชนิด เลื้อยคลาน 6 ชนิด และแมลง 4 ชนิด จากการที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์ที่เป็นวัตถุดิบอาหาร ทำให้ชาวบ้านนำมาประกอบเป็นประเภทอาหารตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยสามารถแยกเป็นประเภทได้ 14 ประเภท คือ ซุป ป่น ลาบ ก้อย ต้ม แจ่ว คั่วแห้ง แกง อ่อม ส้ม หมก นึ่ง ปิ้ง และตำ

การศึกษาถึงสาเหตุและผลกระทบที่ชุมชนไม่นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านอาหารและยามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต จากการศึกษาโดยการสนทนากลุ่มย่อยและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่เป็นสังคมเกษตรกรรมกลายมาเป็นสังคมเมือง เป็นสังคมของการบริโภคและพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่นิยมกินอาหารพื้นบ้าน ไม่เห็นคุณค่า ทำให้ดูถูกภูมิปัญญาด้านอาหารดั้งเดิมนั้น ดังนั้นจะต้องหาวิธีการให้คนได้กินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น ลดการซื้อจากตลาดเพราะอาจไม่ปลอดภัย และให้ทุกครอบครัวหันมาปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ส่วนสถานการณ์ของการใช้สมุนไพรมีแนวโน้มลดลง เพราะคนรุ่นปัจจุบันไม่เห็นคุณค่า ไม่ให้ความสนใจ ไม่รู้จักผักพื้นบ้านและสมุนไพรในท้องถิ่น ไม่นิยมรับประทาน ไม่นำมาใช้ประโยชน์ โดยส่วนใหญ่เห็นว่ายุ่งยาก ไม่สะดวกสบาย เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ซื้อยาตามร้านขายยาหรือหาหมอแผนปัจจุบัน ทำให้ขาดการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้กับคนรุ่นหลัง โดยความรู้ที่มีอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน โดยเฉพาะหมอยาพื้นบ้านที่มีโอกาสสูญหายไปจากชุมชนหากไม่มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูเอาไว้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้น มีภาระหนี้สินจากการดำรงชีวิต ด้านสังคมเกิดความอ่อนแอที่ต้องพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอกมากกว่าพึ่งตนเอง ละทิ้งภูมิปัญญาชาวบ้าน มองข้ามความสำคัญของปราชญ์ชาวบ้าน ส่วนผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม การขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า จากผลกระทบดังกล่าวจะต้องหาแนวทางฟื้นฟูอนุรักษ์ที่เหมาะสมทันสมัย เป็นที่สนใจโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ขึ้นในชุมชนเพื่อฝึกปฏิบัติและใช้ประโยชน์จริงทั้งผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร

การนำหลักโยนิโสนมสิการมาช่วยเสริมการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่คิดหาสาเหตุและผลของปัญหาในชุมชน ตลอดจนคิดหาวิธีการแก้ปัญหาโดยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้รู้ (Tacit Knowledge) นำมาสู่การถ่ายทอดให้กับนักวิจัยและชาวบ้านได้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้านนำไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเองและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เกิดกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาของชุมชน เกิดความรู้ความเข้าใจและมองเห็นเหตุของปัญหา เกิดปัญญาในการพึ่งตนเองภายหลังจากที่ได้รับการเรียนรู้และถ่ายทอดทำให้ประชาชนหันมาปลูกผักพื้นบ้านไว้กินเอง 166 ครัวเรือน และเกิดจิตสำนึกสงวนรักษาพืชพรรณสมุนไพรใกล้ตัว นำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค ดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันปลูกพืชสมุนไพรและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

ผลการศึกษาเพื่อหารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้านอาหารและยาตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมกับบริบทชุมชน โดยใช้กระบวนการเปิดเวทีให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น เวทีคืนความรู้สู่ชุมชน และการประชุมเชิงปฏิบัติการจนได้รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบท คือ การสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านอาหารและยาขึ้นในชุมชน และมีมติขอใช้พื้นที่วัดป่าพัฒนาธรรม จำนวน เนื้อที่ 22 ไร่ เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมหลัก ๆ ดังนี้ 1) ฟื้นฟูป่าในบริเวณวัดให้เป็นป่ากินได้ ป่าสมุนไพร และป่าใช้สอย 2) สร้างแปลงสาธิตผักพื้นบ้าน ผักหายาก มารวบรวมไว้ให้ผู้สนใจเรียนรู้ 3) สร้างแปลงสาธิตพืชสมุนไพร 4) เก็บรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้านในด้านอาหารและยาไว้สำหรับผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ 5) ดำเนินกิจกรรมด้านการถ่ายทอดและสืบทอดภูมิปัญญาโดยผู้รู้ปราชญ์ชาวบ้านให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อมิให้สูญหาย และ 6) การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและแปรรูปสมุนไพร เพื่อพัฒนาต่อยอดให้สามารถสร้างรายได้