บทบาทของเทศบาลในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อย กรณีศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย

นักวิจัย/สังกัด :

  1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรพงษ์ บัวหล้า
    มหาวิทยาลัยบูรพา

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2558

  งานวิจัยเรื่อง บทบาทของเทศบาลในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อยกรณีศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของเทศบาลนครในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้แก่คนพิการผู้มีรายได้น้อย (2) ศึกษาการเข้าถึงอาหารและการบริโภคอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อย และ (3) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการนำนโยบายส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้แก่คนพิการผู้มีรายได้น้อยไปปฏิบัติ โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงการสร้างและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของเทศบาลนครในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารให้แก่คนพิการผู้มีรายได้น้อย ผู้บริหารเทศบาลนครทั้ง 3 แห่ง ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร โดยมีความรู้เพียงแค่เรื่องปริมาณอาหารและอาหารปลอดภัยเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ ความมั่นคงทางอาหารมีความหมายครอบคลุมถึงเรื่องการเข้าถึงแหล่งอาหาร การขนส่งและการกระจายอาหาร ความปลอดภัยในอาหาร และความรู้เรื่องการบริโภคอาหาร ดังนั้น แผนงานและโครงการด้านความมั่นคงทางอาหารของเทศบาลนครจึงเป็นแผนงานและโครงการที่เน้นขยายพื้นที่ตลาดสด จดทะเบียนร้านค้าสะดวกซื้อ และส่งเจ้าหน้าที่ไปทดสอบความสะอาดของอาหาร และเมื่อพิจารณาถึงความมั่นคงทางอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อย ผู้บริหารเทศบาลนครจึงมีเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพให้แก่คนพิการที่ขึ้นทะเบียนคนพิการกับเทศบาลคนละ 500 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีฐานคิดว่าอาหารมีปริมาณเพียงพอ และอาหารสะอาดเพียงพอ ดังนั้น คนพิการและครอบครัวใช้เงินเบี้ยยังชีพจำนวนดังกล่าวไปซื้ออาหารเอง ดังนั้น สำหรับวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 1 ผู้วิจัยจึงได้ข้อสรุปว่า บทบาทของเทศบาลนครทั้ง 3 แห่งในการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อย เป็นการแสดงบทบาทการเป็นเพียงผู้จัดเตรียมแหล่งอาหารให้แก่คนพิการกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น

สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของคนพิการผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่า คนพิการผู้มีรายได้น้อยมีความไม่มั่นคงทางอาหาร เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้ด้วยตนเอง ไม่มีโอกาสเลือกบริโภคอาหารได้ด้วยตนเอง และไม่มีความรู้เรื่องการบริโภคอาหาร ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากข้อจำกัดส่วนบุคคลของคนพิการเอง ประกอบด้วย สภาพความพิการ ระดับทางการศึกษา สภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัว เป็นต้น นอกจากนั้นยังเกิดจากสิ่งที่คนพิการควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ไม่เอื้อเฟื้อให้คนพิการเข้าถึงแหล่งอาหารได้อย่างเหมาะสม อาทิ ทางเท้าไม่เหมาะกับการเคลื่อนไหวของผู้พิการที่นั่งรถเข็น และผู้พิการทางการมองเห็น ระบบขนส่งสาธารณะไม่เอื้ออำนวยให้คนพิการใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเกิดจากการที่สมาชิกในครอบครัวคนพิการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารสำหรับคนพิการ ทั้งนี้มีพื้นฐานมาจากการเป็นครอบครัวที่มีรายได้น้อย สมาชิกในครอบครัวของคนพิการจึงมีความสนใจเบื้องต้นอยู่กับการประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวให้เพียงพอในแต่ละเดือน และบริโภคอาหารที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ เนื่องจากต้องใช้เงินรายได้ให้เพียงพอต่อรายจ่ายประจำในครัวเรือน อาทิ ค่าผ่อนบ้าน หรือค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่ารักษาพยาบาลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นคนพิการ เป็นต้น

สำหรับวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 3 ที่ต้องการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการนำโยบายส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารสำหรับคนพิการผู้มีรายได้น้อยไปปฏิบัติ ผู้วิจัยได้ขอสรุปว่า เทศบาลนครทั้ง 3 แห่ง ไม่สามารถนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เกิดจากปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ปัญหาที่มาจากผู้บริหารเทศบาลนครที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารและคนพิการ จึงทำให้ผู้บริหารเทศบาลนครมีฐานคิดด้านอาหารเพียงแค่ปริมาณอาหารและอาหารปลอดภัย และเมื่อนำนโยบายด้านอาหารไปปฏิบัติในกลุ่มคนพิการ นโยบายจึงเป็นลักษณะนโยบายที่เน้นด้านการ “สงเคราะห์” มากกว่าการให้ “สิทธิ” และ “โอกาสในการเข้าถึงความมั่นทางอาหารอย่างเป็นระบบ” ปัญหาประการที่ 2 คือ ปัญหาที่มาจากระบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่มาจากข้อจำกัดทางงบประมาณ และข้อจำกัดด้านบุคลากรที่มีไม่เพียงพอ