รูปแบบการอนุรักษ์ฟื้นฟูผักหวานและอาหารป่าเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านแก่งม่วง ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นายชัยทวี บุบผา และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2555

  การวิจัยเรื่องรูปแบบการอนุรักษ์ฟื้นฟูผักหวานและอาหารป่าเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านแก่งม่วง ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบทชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการลดหายไปของผักหวานและอาหารป่าในบ้านแก่งม่วงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 2) ศึกษาสถานการณ์ความสำคัญ คุณค่าและมูลค่าของผักหวานและอาหารป่ากับวิถีชุมชนบ้านแก่งม่วง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 3) เพื่อค้นหารูปแบบวิธีการหรือกลไกที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูผักหวานและอาหารป่าเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านแก่งม่วง การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community Based Research : CBR) ที่เป็นการประยุกต์ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR ) มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชากรในชุมชนบ้านแก่งม่วง ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ประเด็นสนทนากลุ่ม ประเด็นการสัมภาษณ์ แบบสำรวจ และประเด็นการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลเน้นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ตามกรอบวัตถุประสงค์และมีการนำเสนอเป็นการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา

ผลการวิจัยพบว่า

1. บริบทชุมชน หมู่บ้านแก่งม่วง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย บ้านแก่งม่วงมีเนื้อที่ทั้งหมดจำนวน 12 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,500 ไร่ เนื้อที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบที่เหมาะสมสำหรับเพาะปลูก 35 % ตั้งอยู่ตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับเขตอำเภอด่านซ้าย ทิศใต้ติดกับเขตบ้านห้วยเดื่ออำเภอท่าลี่ ทิศตะวันออกติดกับเขตพื้นที่บ้านวังเป่งอำเภอภูเรือ ทิศตะวันตกติดกับลำน้ำเหืองประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีแม่น้ำเหืองเป็นเส้นกั้นพรมแดน ระยะทางของแม่น้ำเหือง จากบ้านแก่งม่วง ถึงบ้านนากระเซ็งซึ่งเป็นที่ตั้งของด่านศุลกากรที่เป็นทางการ มีความยาว 30 กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดินเส้นทางยุทธศาสตร์ ริมแม่น้ำเหือง ติดต่อกันระหว่างอำเภอเชียงคาน อำเภอท่าลี่ อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย (สาย 2195) ใช้ในการคมนาคม จำนวนครัวเรือนทั้งหมดที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในหมู่บ้าน จำนวน 78 ครัวเรือน แบ่งเป็นชาย 167 คน หญิง 127 คน รวมทั้งสิ้น 294 คน และจำนวนครัวเรือนที่อยู่จริงตามข้อมูล จปฐ. ปี พ.ศ.2556 จำนวน 90 ครัวเรือน แบ่งเป็นชาย 195 คน หญิง 184 คน รวมทั้งสิ้น 379 คน ประชากรในหมู่บ้านส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือประชากรที่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะเป็นคนลาวเข้ามาตั้งบ้านเรือนในหมู่บ้านแต่ไม่ได้สัญชาติ จึงไม่มีสิทธิ์เหมือนเพื่อนบ้านคนอื่น ประชากรส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาษาพื้นเมือง เป็นภาษาไทเลย นับถือฮีตคองประเพณีตามแบบชาวอีสานและลาว ประเพณีที่เป็นแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของคนในหมู่บ้าน คือ การหยุดการทำงานในวันพระใหญ่ (วันเพ็ญ 15 ค่ำ) และคนในหมู่บ้านจะมาช่วยงานที่วัด เช่น งานทำความสะอาด งานซ่อมบำรุง หรืองานบุญต่าง ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านแก่งม่วงประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลักคิดเป็นร้อยละ 46.66 แต่พบว่า ครอบครัวที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเองจำนวนถึงร้อยละ 60 นอกจากนี้พบว่า มีครอบครัวที่ประกอบอาชีพรับจ้างและหาของป่าจำนวนถึง 38 ครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 42.22 เนื่องจากเป็นบุคคลไร้สัญชาติและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และส่วนที่เหลือประมาณ 10 คน เป็นข้าราชการ เช่น ครู เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นต้น ทรัพยากรสำคัญของชุมชนประกอบด้วย 1) ป่าชุมชนจานวน 20 ไร่ 2) ป่าสงวนแห่งชาติดงขุมแคน 3) ตาน้ำซับจากป่าดงขุนแคนที่อยู่เหนือหมู่บ้าน 4) ฝายเก็บน้ำห้วยขัน 5) แม่น้ำเหือง 6) แหล่งท่องเที่ยว มีแก่งเต้น แก่งตาดข่า มีลักษณะเป็นแก่งหินน้อยใหญ่จำนวนมากในลำน้ำเหือง นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานสำคัญในพื้นที่ประกอบด้วย 1) โรงเรียน 1 แห่ง คือ โรงเรียนชุมชนบ้านแก่งม่วง 2) วัด 1 แห่ง คือ วัดจอมแจ้ง 3) สถานีอนามัย 1 แห่ง คือ สถานีอนามัยบ้านแก่งม่วง 4) กองร้อยทหารพรานที่ 2104 และ5) หน่วยป้องกันรักษาป่า ลย.20

2. ความสำคัญ คุณค่าและมูลค่าของผักหวานและอาหารป่ากับวิถีชุมชนบ้านแก่งม่วง 1) ในด้านความสำคัญและคุณค่าผักหวานอาหารป่าพบว่า ผักหวานเป็นอาหารป่ามีความสำคัญต่อชีวิตของคนบ้านแก่งม่วงมากเพราะคนบ้านแก่งม่วงส่วนมากถึงร้อยละ 60 จะเป็นคนที่ไม่มีที่ทำกินโดยในอดีตจะพึ่งพิงป่ามาโดยตลอด สำหรับความสำคัญหรือคุณค่าของผักหวานอาหารป่าต่อคนบ้านแก่งม่วงแบ่งเป็น (1) ความสำคัญคนกับคน ผักหวานอาหารป่าช่วยให้เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีการแบ่งปันกัน (1) คุณค่าระหว่างคนกับป่า ผักหวานอาหารป่าช่วยด้านการดำรงชีวิตในการพึ่งพาหาอยู่หากินรวมถึงในด้านเศรษฐกิจยังเป็นการเสริมรายได้ให้แก่คนในชุมชน และ (2) คุณค่าด้านชุมชนกับป่า เพราะการมีทรัพยากรป่าทำให้มีการสร้างกฎให้ชุมชนโดยคนในชุมชนสร้างกฎกติกาในการหาของป่า อย่างไรก็ตาม ต่อมาหลังปี 2545 มีคนนอกพื้นที่เข้ามาหาผักหวานอาหารป่ามากยิ่งขึ้น ทำให้หาของป่าได้น้อยลง ชาวบ้านแก่งม่วงจึงต้องไปทำอาชีพรับจ้างแทนส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ต่อคนในครอบครัว ชุมชนและต่อธรรมชาติ 2) ในด้านมูลค่า ผลจากการสำรวจพบว่า อาหารป่าทุกชนิดมีจำนวนลดลง เช่น ปริมาณผักหวานป่าที่หาได้ก่อนปี 2545 โดยเฉลี่ยปีละ 14,000 กิโลกรัม มีราคากิโลกรัมละ 80 บาท คิดเป็นเงิน 1,120,000 บาท แต่ในปี 2545 หาผักหวานป่าได้เพียง 800 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 400 บาท คิดเป็นเงินรวม 320,000 บาท ซึ่งส่งผลกระทบให้ชาวบ้านพึ่งพาป่าไม่ได้ดังเดิม ต้องออกไปทำงานรับจ้างในเมืองและรับจ้างรายวันในภาคเกษตร

3. รูปแบบวิธีการหรือกลไกที่เหมาะสมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูผักหวานและอาหารป่าเพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านแก่งม่วง

เนื่องจากการศึกษาในวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ทางทีมวิจัยจึงได้นำเสนอแนวทางในการทดลองพัฒนารูปแบบการอนุรักษ์ผักหวานและอาหารป่า ดังนี้

  1. การกำหนดแผนการบริหารจัดการป่า โดยการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
  2. ทดลองส่งเสริมการปลูกสวนผักหวานป่าในครัวเรือน
  3. สร้างหลักสูตรการเรียนรู้เกี่ยวกับผักหวานอาหารป่าในโรงเรียน