การจัดการพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านที่เหมาะสมกับชุมชนบ้านแม่ขีด ตำบลแม่นาจาง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นายไชยา บิโข่ และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2558

  โครงการการศึกษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน “ปากาเกอะญอ” บ.แม่ขีด ต.แม่นาจาง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านของปากาเกอะญอ บ้านแม่ขีด และ 2) เพื่อค้นหาพันธุ์กรรมข้าวพื้นบ้านที่มีเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่ โดยมีกระบวนการศึกษาวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาและทบทวนการจัดการพันธุกรรมข้าว และระยะที่ 2 นำข้อมูลมาสรุปและวางแผนการปลูก ผลการศึกษาพบว่า

1) ผลการศึกษาและการรวบรวมพันธุ์กรรมข้าวพื้นบ้าน บ้านแม่ขีด

1.1) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเรื่องการปลูกข้าว อดีต ในปี พ.ศ.2525 ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในที่สูงให้ทดลองปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ในที่นาแทนพันธุ์พื้นบ้านเป็นพันธุ์ กข. ผลของการส่งเสริมปรากฏว่าคนที่ปลูกได้ผลผลิตดีขึ้น เพียงพอต่อความต้องการ คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ แต่ทำให้ข้าวพันธุ์พื้นบ้านหายไปมากกว่า 2 สายพันธุ์ และมีการปลูกลดน้อยลง ต่อมาชาวบ้านพบว่าข้าว กข. เริ่มให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องทุกปี จำเป็นจะต้องมีการดูแลรักษาบำรุงดินมากเป็นพิเศษ ชาวบ้านได้รับคำแนะนำให้บำรุงรักษาด้วยปุ๋ยเคมี การฉีดพ่นฮอร์โมนหรือยาฆ่าแมลงที่มาทำลายศัตรูพืช โดยช่วงแรกได้มีการแจกฟรีให้ทดลองใช้ ซึ่งก็เห็นผลดีอย่างชัดเจน ในปี พ.ศ. 2546 เริ่มมีปัญหาในเรื่องผลผลิตต่อไร่ตกต่ำลงอีกครั้ง และการเพิ่มขึ้นของโรคและแมลง เช่น โรคใบไหม้ เพลี๊ยะ จึงได้รับคำแนะนำให้ใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งเกษตรกรอยู่ในภาวะความเสี่ยงต่อสารพิษตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อชาวบ้านมองเห็นอนาคตว่าไม่มีความยั่งยืนต่อตนเองจึงหันมาปลูกข้าวพื้นบ้านเช่นเดิม และปลูกข้าวไร่มากขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบัน การปลูกข้าวท้องถิ่นมีการปลูก 2 แบบ คือ การปลูกแบบข้าวไร่หมุนเวียน และการปลูกข้าวนาดอย (นาขั้นบันได)

1.2) ความรู้ที่เกี่ยวกับการปลูก การใช้ประโยชน์ จากข้าวทั้งระบบ
ข้าวไร่ (ข้าวไร่หมุนเวียน) การปลูกข้าวไร่เป็นการปลูกเมล็ดข้าวแห้งลงบนดิน การปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีการปลูกโดยหลังจากเตรียมดินไว้แล้ว ใช้ไม้ปลายแหลม (เสียมหรือจอก) กระทุ้งดินให้เป็นหลุมลึกพอประมาณ หรือใช้เสียมที่ต่อด้ามยาว ขุดดินให้เป็นหลุมโดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและแถวพอประมาณ แล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม ๆ ละ ประมาณ 5-8 เมล็ด การปลูกโดยวิธีการขุดเป็นหลุมเป็นวิธีที่ชาวบ้านนิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากง่ายต่อการกำจัดวัชพืชและดูแลรักษา การปลูกแบบนี้จะใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ไม่มากแต่ได้ผลผลิตมาก แต่บางปีขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สภาพดิน ในช่วงปีนั้นๆ ข้าวนา (นาขั้นบันได) มีวิธีการปลูกแบบนาดำ คือ มีการปฏิบัติเช่นเดียวกับนาดำพื้นราบทั่วไป แต่จะเริ่มตกกล้าและปักดำเร็วกว่า เพื่อหลีกเลียงอากาศหนาวจัดในฤดูหนาว การตกกล้าสำหรับข้าวนาที่สูงจะมีอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ ตกกล้าสภาพไร่ (บนบก พื้นที่ดอย) และสภาพนา (บนพื้นที่นาที่มีน้ำ) หลังจากนั้นก็จะเตรียมดินและปักดำ

1.3) ปฏิทินอายุพันธุ์กรรมข้าว
พันธุ์ข้าวเบา 5 สายพันธุ์ ได้แก่ บือหมื่อโพ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือโช (ข้าวเจ้า/ไร่), บือแข่ง (ข้าวเจ้า/ไร่),บือเกว๊ะ (ข้าวเจ้า/ไร่), ปิอิโช (ข้าวเหนียว/ไร่)

พันธุ์ข้าวกลาง 11 สายพันธุ์ ได้แก่ บือซูคี (ข้าวเจ้า/ไร่), บือซูคี (ข้าวเจ้า/นา), บือทอแม (ข้าวเจ้า/นา), บือแขล (ข้าวเจ้า/ไร่), บือโพปริ๊ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือต่าคีย (ข้าวเจ้า/ไร่), บือพะทอ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือป๊ะแม (ข้าวเจ้า/ไร่), บือต่าบ่อ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือซู (ข้าวเจ้า/ไร่), บือกิ (ข้าวเจ้า/ไร่)

พันธุ์ข้าวหนัก 11 สายพันธุ์ ได้แก่ บือหมื่อบอ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือพะโด (ข้าวเจ้า/ไร่), บือกอ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือทอ (ข้าวเจ้า/ไร่), บือเพลื่อทอ (ข้าวเจ้า/ไร่) , ปิอิกอโพ (ข้าวเหนียว/ไร่), ปิอิซู (ข้าวเหนียว/ไร่), ปิอิจอหวะ1 (ข้าวเหนียว/ไร่), ปิอิจอหวะ2 (ข้าวเหนียว/ไร่), บือลอแป๊ะ (ข้าวเจ้า/นา), บือหมื่อวากอ (ข้าวเจ้า/ไร่)

พันธุ์ข้าวนิยมปลูก/บริโภค 3 สายพันธุ์ ได้แก่ บือหมื่อโพ, บือหมื่อบอ และบือเกว๊ะ

2) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงในชุมชนและเกิดผลกระทบ ได้แก่ ปี 2515-16 ชุมชนได้เกิดโรคระบาดโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้ชาวบ้านย้ายถิ่นฐาน ปี2527 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนบ้านแม่ขีดจึงเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ปี 2531-32 มีโครงการ TPAD เข้ามาในชุมชน จึงมีกิจกรรมส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าว กข. และกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และเกิดโรคดอกหอมทำให้ข้าวได้ผลผลิตที่ตกต่ำ ปี 2535 ชาวบ้านมีรถไถคันแรก ปี 2543-44 เกิดเครือข่ายกะเหรี่ยงในตำบลและได้เข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และมีถนนคอนกรีตเข้ามาในชุมชน ปี 2546-51 มีไฟฟ้าใช้จึงซื้อเครื่องใช้จำเป็นในครัวเรือน และปี 2552-57 มีระบบเกษตรเชิงเดี่ยวโดยพ่อค้ากลางมาแนะนำให้ปลูก เกิดการใช้สารเคมีทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มีการกู้หนี้ยืมสิน และเกิดโรคแมลงเพลี๊ยะกระโดดระบาดทำให้ข้าวมีผลผลิตต่ำ และเมล็ดพันธุ์ข้าวบางชนิดไม่มีคนปลูกอีกเลยหรือลดการปลูกน้อยลง (บือลอแป๊ะ บือหมื่นวากอ)

3) วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาที่ทำให้พันธุ์ข้าวหายไป
เดิมชาวบ้านปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านเพื่อไว้กินและกระจายตามญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และการเลี้ยงสัตว์ แต่ช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมเมืองจึงนำวัฒนธรรมใหม่ๆมาใช้ ทำให้ความเชื่อ ความเป็นตัวตนเปลี่ยนไป และหลายเรื่องที่เปลี่ยนไป รวมถึงการหายไปของพันธุ์กรรมข้าวพื้นบ้านของชุมชน 1 – 2 สายพันธ์ ผู้นำชุมชนพยายามให้ชาวบ้านมีการปลูกเพิ่มและขยายพันธุ์ แต่ชาวบ้านก็มีการคัดพันธุ์ที่เหมาะสมกับตัวเองโดยพันธุ์ไหนเพาะปลูกแล้วได้ผลผลิตไม่ดี ไม่ทนต่อโรค ดูแลยาก ชาวบ้านก็จะไม่เก็บไว้ทำพันธุ์อีกต่อไป จะนิยมปลูกเฉพาะพันธุ์ที่ดีๆ เหมาะสมต่อพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนหนึ่งครัวเรือนจะปลูกข้าวในไร่นาอย่างน้อย 5-6 สายพันธุ์แต่ตอนนี้ปลูกเพียง 4 สายพันธุ์ เพราะจัดการง่ายและมั่นใจว่าได้ผลผลิตดี สาเหตุปัญหาพันธุ์ข้าวที่หายไป เนื่องจากการทำข้าวไร่ข้าวนาของชาวบ้านต้องใช้เวลาตั้งแต่เริ่มจนถึงเก็บเกี้ยว 11 เดือน หากพันธุ์ข้าวที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่และได้ผลผลิตไม่ดี ชาวบ้านมักจะไม่อยากปลูกเพราะทำให้เสียเวลาและขาดทุนอีก