ฟื้นฟูและถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำขนมมุสลิมโดยการมีส่วนร่วมของนักเรียน ครู และกลุ่มขนมพื้นบ้านมุสลิมสตรีหลังวัง ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นางรอปิอะ บาฮา และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2557

  โครงการ “ฟื้นฟูและถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านมุสลิมโดยการมีส่วนร่วมของนักเรียนครูและกลุ่มขนมพื้นบ้านมุสลิมสตรีหลังวัง ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี” มีวัตถุประสงค์ของการดำเนินการวิจัยเพื่อ 1.ศึกษาภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านมุสลิมและวิธีการถ่ายทอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและ 2.เพื่อหาแนวทางถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านมุสลิมอย่างมีส่วนร่วมสู่สมาชิกของกลุ่มขนมพื้นบ้านมุสลิมสตรีหลังวัง ครู และนักเรียน มีวิธีการดำเนินการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งชุมชนเป็นคนดำเนินการวิจัย สืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง และนำข้อมูลมาเพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาความรู้ของชุมชน และนำข้อมูลที่ได้เผยแพร่สู่ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผลการดำเนินการมีดังนี้ การศึกษาภูมิปัญญาการทำขนมเป็นการเก็บข้อมูลโดยให้แบบสอบถามผู้รู้ในชุมชน ขนมที่ศึกษามีขนมปาตาปูโระ ขนมทองเอก ขนมหม้อแกง ขนมอาเกาะ ขนมสอดไส้ ขนมนอแน ขนมจู้จุน (ขนมจูโจ) ขนมลาดู (ขนมพริกไทย) ขนมรังผึ้ง ขนมอาซูรอ ขนมกอซู ขนมกอและห์ จาการลงพื้นที่สำรวจตลาดบ้านทอน ตลาดนัดสายบุรี ตลาดนัดกรือเซะ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ขนมถั่วบด(กาแจตูโม๊ะ) ขนมขี้แมว (หนุนมานคลุกฝุ่น เวาะดิง หรือ กลอเม๊าะอาบู) ขนมดอดอ ขนมนาซิมานิ ขนมบอกอ ขนมเจาะหู (ดือแร) ขนมมอกั้งบือระ ขนมแบแป ขนมตูปะ ขนมปอลี ขนมลาดู, ปูตู, ฮาลูวาสือก๊ะ, ซีรอลีมา (เปลือกส้มเชื่อม) เป็นต้น

กลุ่มขนมพื้นบ้านมุสลิมสตรีหลังวัง ก่อตั้ง เพื่อเป็นรายได้กับกลุ่มแม่บ้านแต่เนื่องจากภาวะที่เด็กไม่รู้จัก ไม่นิยมรับประทานขนมพื้นบ้าน กลุ่มสตรีหลังวังจึงมีแนวคิดอยากจะฟื้นฟูและถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนรุ่นหลังโดยการดึงเยาวชนเข้ามาร่วมในการทำงานวิจัย โดยมีกระบวนการในการทำงานดังนี้

1.ให้ความรู้โดยการเก็บการข้อมูล การศึกษาข้อมูล การสืบค้นด้วยตนเองของเยาวชนถือว่าเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องขนมพื้นบ้านได้อย่างดี เพราะเมื่อเยาวชนได้ข้อมูลไม่ว่าจะโดยการสัมภาษณ์การศึกษาในตลาด จากนั้นก็ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้เยาวชนเห็นความสำคัญของขนมพื้นบ้าน

2. การสร้างคุณค่า ซึ่งมีการศึกษาดูงานเพื่อตอกย้ำในเรื่องคุณค่าและความสำคัญของขนมพื้นบ้านมุสลิม การสรุปผล เหล่านี้ล้วนเป็นการตอกย้ำคุณค่าของขนมพื้นบ้านทั้งสิ้น

3. การทำให้ดู การดำเนินการของกลุ่มสตรีวังหลังเป็นการทำให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้ดู ซึ่งได้ทั้งเรื่องการรวมกลุ่ม การทำกิจกรรมทางด้านอาชีพ ช่วยเรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว ทั้งๆ ที่สามารถอยู่กับบ้าน และทำหน้าที่ในการดูแลบ้าน ดูแลลูกได้ เยาวชนที่เข้าร่วมสามารถเรียนรู้จากกลุ่มสตรีและเห็นความสำคัญของขนมพื้นบ้านในฐานะที่เป็นทางเลือกในอาชีพที่สามารถทำร่วมกับกิจกรรมของครอบครัวได้

4. การฝึกอบรม ทดลองปฏิบัติการ ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนการสอนโดยปกติที่มีการทดลองทำการจริงๆ ซึ่งค้นพบว่าขนมพื้นบ้านเหล่านี้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงก็สามารถทำได้เพียงแต่มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจ

5. การรวบรวมองค์ความรู้เป็นเอกสาร โดยปกติเรื่องขนมเหล่านี้จะมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยคำบอกเล่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชุมชนที่มีการจัดทำคำบอกเล่าเป็นเอกสารซึ่งจัดทำโดยเยาวชนในชุมชน ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า และจับต้องได้ เพราะสามารถนำไปทำได้จริงไม่ใช่แค่เรื่องเล่า

6. การจัดทำเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้วยความตั้งใจของกลุ่มสตรีหลังวังที่อยากเห็นการสืบทอด ดังนั้นที่ทำการกลุ่มจึงถือเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่บรรดา นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้และปฏิบัติได้

7. การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เนื่องจากการวิจัยในครั้งนี้เป็นการทำร่วมกับโรงเรียน ครู และนักเรียน ที่ให้ความสนใจและเห็นถึงคุณค่าของขนมพื้นบ้าน ดังนั้นจึงมีการทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นขึ้นมาใช้ในโรงเรียน

8. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยการรับทำขนมเบรกให้กับหน่วยงานต่างๆ การออกงานแสดงสินค้า และการจัดนิทรรศการ

โดยสรุปแนวทางในการถ่ายทอดคือการดึงเด็กเยาวชนเข้ามาร่วม ตอกย้ำความสำคัญ และความมั่นใจโดยการศึกษาดูงาน จากนั้นก็ร่วมในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำเอกสาร พร้อมทั้งการทดลองทำ การทดลองทำตลาด จนกระทั้งในปัจจุบันกลุ่มสตรีมุสลิมหลังวังได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องขนมพื้นบ้านมุสลิมให้กับผู้สนใจทั่วไป นักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และรูปแบบการถ่ายทอดและการเรียนรู้ที่เป็นทางการคือการจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น