รูปแบบการฟื้นฟูอาหารเป็นยาเพื่อรักษาสุขภาพตนเองของคนในชุมชนบ้านบ่อบึง ตำบลสงยาง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร

นักวิจัย/สังกัด :

  1. นายทองอินทร์ ภายศรี และคณะ

ปี พ.ศ. ที่โครงการเสร็จ : 2554

   จากการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นอยู่นอดีตด้านการกิน การบริโภค คนในชุมชนบ้านบ่อบึงจะพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต ผู้คนในสมัยก่อนต่างพึ่งพาอาศัยธรรมชาติแทบทุกๆด้าน ตั้งแต่ในเรื่องปัจจัยสี่ คือ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค การรักษาสุขภาพโดยส่วนใหญ่อาศัยภูมิปัญญาการใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ การกินอยู่อย่างคะลำ อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นได้ทั้งอาหารและยา พืชผักสวนครัวล้วนนำมาเป็นอาหารและยา ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า ในหมู่บ้านตามรั้ว หน้าบ้านและหลังบ้านจะเต็มไปด้วยต้นไม้ พืชผัก สมุนไพร ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลาซึ่งในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่พัฒนาก้าวหน้าเหมือนในทุกวันนี้ ไม่มีระบบการค้าสมัยใหม่ ไม่มีตลาด มีแต่การหาอยู่หากินโดยการจับกุ้ง หอบ ปู ปลาตามแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีการทำนาปลูกข้าว ทำสวนปลูกผัก มีการเลี้ยงสัตว์ มีวิถีชีวิตที่อยู่อย่างเรียบง่าย แบบพออยู่พอกิน มีการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นหมู่บ้าน มี การแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันสร้าง รวมเป็นหมู่กลุ่ม ชาวบ้านมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ได้อย่างอาศัยปัจจัยต่างๆ จากธรรมชาติการดำรงชีพ แต่ก่อนชาวบ้านดำรงชีวิตด้วยอาหารที่หามาในท้องถิ่น ทั้งพืชทั้งสัตว์ที่ปลูกเองเลี้ยงเองหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่เกิดขึ้นอยู่โดยทั่วไปในชุมชนหรือในป่าใกล้ชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าให้ฟังว่า ความเป็นอยู่ของชาวบ้านบ่อบึงในสมัยก่อนอยู่กันแบบหาอยู่หากิน ในสมัยก่อนพืชผัก สมุนไพรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หมด ไม่ได้ซื้อผักจากตลาดมากิน ใครมีอะไรก็เอามาแลกเปลี่ยนแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ซึ่งพืชผัก สมุนไพรที่นำมาบริโภคนั้นเป็นได้ทั้งอาหารและยารักษาโรคไปในตัว การกินของคนในสมัยก่อนมีอะไรก็เอามารวมกันกินเป็นครอบครัวใหญ่ มีอาหารอะไรก็เอามารวมกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน อยู่กันอย่างญาติแบบพี่น้องอบอุ่น มีน้ำใจให้กัน ชาวบ้านในสมัยก่อนได้กินอาหารที่สะอาดบริสุทธิ์ทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ต่อมาในยุคของการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นไปตามกระแสทุนนิยม รัฐใช้อำนาจในการจัดการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวบ้านด้วยการส่งเสริมไปปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อค้าขาย เช่น ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ปอข้าวโพด ข้าว ทำการผลิตเพื่อขาย ทำให้มีการขยายพื้นที่การเกษตร เกิดการทำลายป่าไม้และแหล่งน้ำ ชาวบ้านยังไม่รู้จักสารเคมี ไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า ฆ่าสัตว์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ภาครัฐและพ่อค้านายทุนเข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านซื้อใช้ในการทำเกษตร บอกว่าจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูง แต่ชาวบ้านกลับได้รับผลตอบแทนที่ไม่สมดุล ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุนในตลาดการค้า พ่อค้าซื้อราคาถูกแต่ขายราคาแพง ผลกำไรไปตกอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง สุดท้ายชาวบ้านต้องเป็นหนี้เป็นสิน พืชผักผลผลิตทางการเกษตรเต็มไปด้วยสารพิษสารเคมี ผู้บริโภคนำไปกินไปใช้ ทำให้เกิดการสั่งสมสารพิษในร่างกาย ทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆที่เกิดจากการรับประทานอาหารแบบผิดๆได้ คนในสมัยนี้จึงป่วยบ่อยและมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น

การบริโภคอาหารของคนยุคก่อนหากเปรียบกับปัจจุบันจะเห็นได้ถึงความแตกต่างทางยุคสมัย จากการบริโภคตามธรรมชาติ ก็เปลี่ยนมายริโภคตามกระแส ซึ่งค่อนข้างเห็นได้ชัดว่า กระแสการบริโภคตามสมัยนิยมได้ทำลายวัฒนธรรมการกินท้องถิ่นอีสาน หลายฝ่ายในชุมชนมองว่า ผลกระทบของการบริโภคตามสมัยนิยมได้ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนด้วย เช่น เมื่อก่อนปลูกอยู่ปลูกกิน แลกเปลี่ยน แบ่งปัน ทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันระหว่างเครือญาติ คนในชุมชน แต่เมื่อกระแสสมัยใหม่เช้ามา จากปลูกอยู่ปลูกกินก็เปลี่ยนเป็นทำเพื่อการค้า เงินคือสิ่งที่ต้องการแสวงหา ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวของคนในชุมชนมากขึ้น สังคมแห่งการเอื้ออารีต่อกันมีน้อยลง

จากการกินพืชกินผักพื้นบ้านที่มีตามรั้วบ้าน ทั้งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนาในการประกอบอาหารคนจะหาเก็บผักที่เป็นส่วนสำคัญต่อการบริโภคทำอาหารทำให้เกิดความรัก หวงแหนต่อแหล่งอาหาร มีการคัดพันธุ์ เก็บรักษา จนเกิดเป็นวิธีการคัดสรรเมล็ดพันธุ์ตามภูมิปัญญา ปัจจุบันภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าได้ตายจากไปพร้อมกับคนเฒ่าคนแก่ การสืบทอดมีน้อยทำให้พันธุ์พืชพื้นเมืองลดน้อยลง ยางชนิดก็สูญพันธุ์ไป

คนในสมัยก่อนมักอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ กินข้าวพร้อมกับพ่อ แม่ ตา ยาย ปู่ ย่า ลูกหลาน คนในครอบครัวมีส่วนร่วมในแต่ละกิจกรรม หากเป็นเรื่องอาหาร ผู้ชายจะเป็นคนหาวัตถุดิบ ฝ่ายหญิงเป็นคนประกอบหรือปรุงอาหาร บางครั้งช่วยกันทั้งครอบครัว ทำให้เกิดความอบอุ่น ลูกหลายได้เรียนรู้วิธีการสืบทอด รวมทั้งวิธีการทำอาหาร แต่ปัจจุบันภาพเหล่านั้นมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีให้เห็นเลย การกินอาหารของคนรุ่นก่อนเน้นที่พืชผักเป็นหลัก ทุกเมนูอาหารพืชผักมักจะเป็นอาหารหลักเสมอ การบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่มีน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกแมลง สัตว์เล็กสัตว์น้อยในธรรมชาติ ซึ่งปลอดภัยจากการปนเปื้อนสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนในยุคก่อนมีอายุยืนยาว หากมีอาหารเจ็บป่วย โดยมากมักเป็นอาหารที่ไม่ร้ายแรง ก็จะใช้สมุนไพรในการรักษาทั้ง ต้ม นึ่ง อาบ ประคบ บางคนที่รู้ว่าตนเองมีโรคประจำตัวหรือแพ้อาหารใด (มีโรคประจำตัวก็จะคะลำกิน เพราะจะทำให้อาการไม่กำเริบ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ทำให้สุขภาพดีขึ้น) การบริโภคพืชผักก่อให้เกิดการสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นสู่รุ่น

ตัวอย่างอาหารพื้นบ้านที่คนในหมู่บ้านนิยมนำมารับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย เช่น หมาน้อย เป็นสมุนไพรบ้านที่ขึ้นในป่า บางพื้นที่เรียกว่าหมอน้อยหรือเครือหมาน้อย ชื่อทางวิชาการเรียกว่า กรุงเขมา ทางอีสานเรียกหมาน้อย คนสมัยก่อนนิยมกินบอกว่าเป็นยาเย็นที่ช่วยรักษาท้อง กินแล้วจะเย็นท้อง สบายท้องสบายตัว การนำมารับประทานจะใช้ใบหมาน้อย ต้นหมาน้อยจะมีลำต้นเป็นเครือเป็นเถา จะนำใบสีเขียวที่มีขนเล็กๆ นำมาขยี้กับในย่านาง ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน ร้อนข้างใน นำมาอย่างละหนึ่งกำมือและเติมน้ำสะอาดตามที่ต้องการจะกิน จากนั้นกรองเอาน้ำมาปรุงเป็นอาหารเรียกว่า ป่น หรือ ลาบหมาน้อย เครื่องปรุงที่มีหอมแดงซอย ข่า ข้างคั่ว เกลือ น้ำปลาร้าต้ม (ในสมัยก่อนยังไม่มีน้ำปลาหรือผงชูรส) ถ้ามีปลาให้นำไปต้มกับน้ำปลาร้า พอสุกนำมาป่นกับน้ำปลาร้า ใส่พอได้หนึ่งถ้วยตาไก่ เกลือนิดหน่อย นำป่นปลาหรือป่นเห็ด เทลงไปในน้ำหมาน้อยที่คั้นเสร็จแล้ว ใส่หอมแดงซอย ข้าวคั่ว ข่าอ่อนซอยเล็กๆ เครื่องปรุงทุกอย่างล้วนแต่เป็นพืชสมุนไพร คนให้เข้ากันแล้วต้องรีบตักใส่ถ้วยไปกิน เพราะเมื่อทุกอย่างผสมกันแล้ว หมาน้อยจะเป็นตัว คือ หมาน้อยจะจับตัวเป็นวุ้น คนสมัยก่อนทำเสร็จแล้วจะรีบกินทันที เวลาอากาศร้อนๆ ช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน คนสมัยก่อนนิยมหาหมาน้อยมาให้กินเพื่อดับร้อน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีนักวิชาการแพทย์ได้นำมาวิจัยว่า ใบย่านางและใบหมาน้อยมีสรรพคุณทางยามากมาย มีฤทธิ์เย็นใช้ได้ทั้งใบทั้งราก เป็นยาแก้ไข้ ปรับสมดุลของร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ดับพิษในร่างกาย มีวิตามินเอมาก

นอกจากนำมากินโดยตรงแล้ว อาหารพื้นบ้านหลายอย่างเมื่อนำมาเป็นเครื่องเคียง เครื่องปรุงเพื่อจะมีสรรพคุณบำรุง บำบัดอาการเจ็บป่วยในร่างกายแล้วด้วย เช่น ใบย่านาง นิยมนำมาแกงใส่หน่อไม้ รสเย็นผสมกับรสร้อนของหน่อไม้ทำให้แกงหน่อไม้มีความอร่อยและเป็นยาไปในตัว